9/14/2006
รอ...รอ...รอ...รอ...รอวันประกาศผลของี่ศิลปากรเฟ้ย เซงมักๆ ไม่มีไรทำเลย
5/12/2006
“ฟังดนตรี ทำให้คนฉลาดขึ้น.....?”
“สมองของคนเราพัฒนาให้เปี่ยมประสิทธิภาพได้ แค่ฟังดนตรีดี ๆ เท่านั้น...!”
เหล่านี้ไม่ได้เป็นคำกล่าวเลื่อนลอย แต่ล้วนมีบททดสอบ ผลทดลองมาแล้วทั้งนั้น…!!!
ในปี พ.ศ. 2536 วารสาร Nature ซึ่งเป็นวารสารทางวิทยาศาสตร์ที่มีอิทธิพลมากที่สุดฉบับหนึ่งของโลก ได้ตีพิมพ์ผลงานของนักวิจัยอเมริกันกลุ่มหนึ่ง ซึ่งประกอบด้วย Dr.F.S. Rauscher, Dr.Gordon Shaw และ Dr.K.N. Ky ซึ่งสร้างความฮือฮาให้กับวงการแพทย์ การศึกษา และวงการดนตรีเป็นอย่างมาก
เนื่องจากงานวิจัยดังกล่าวซึ่งศึกษาถึงผลของดนตรีที่มีต่อความฉลาดของมนุษย์ โดยนักวิจัยเหล่านี้ได้นำเพลง Piano Sonata หมายเลข K.448 ของโมสาร์ท มาเปิดให้นักศึกษากลุ่มหนึ่งฟัง และให้นักศึกษากลุ่มนี้มาทำแบบทดสอบความสามารถทางด้านมิติสัมพันธ์
ผลปรากฏว่า นักศึกษากลุ่มนี้ทำคะแนนแบบทดสอบได้สูงขึ้นอย่างชัดเจน เมื่อเทียบกับนักศึกษากลุ่มอื่นที่ทดสองฟังเพลงร่วมสมัย หรืออยู่ในที่เงียบ ๆ ในระยะเวลาเท่ากัน
ผลสรุปจึงออกมาว่า “ดนตรีของโมสาร์ททำให้มนุษย์ฉลาดขึ้น”
ซึ่งต่อมา ดอน แคม เบล ซึ่งเป็นนักเขียน นักดนตรี และนักจิตวิทยา ได้นำความรู้นี้ไปศึกษาแบบต่อยอด แล้วเรียกการค้นพบนี้ว่า Mozart Effect
อีกคนที่เป็นตัวอย่างยืนยันคำกล่าวนี้ก็คือ “ไอน์สไตน์” นักวิทยาศาสตร์อัจฉริยะที่ผู้คนทั่วโลกรู้จักดี เขาเป็นผู้คิดค้นทฤษฎีสัมพันธภาพ และค้นพบทฤษฎีการแผ่รังสี ไอน์สไตน์เป็นอัจฉริยะได้อย่างไรทั้ง ๆ ที่เขาเรียนอยู่กับบ้านโดยมีแม่เป็นผู้สอนให้
แต่เพราะแม่เป็นนักเปียโนและไวโอลิน ไอน์สไตน์ได้คลุกคลีกับเสียงดนตรีมาตั้งแต่อยู่ในท้องแม่ เมื่อเขาโตขึ้นนอกจากจะเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่เก่งแล้วยังมีความสามารถด้านไวโอลิน
ซึ่งหากผู้คนทั่วโลกไม่ได้รู้จักไอน์สไตน์ในฐานะนักวิทยาศาสตร์ เราก็อาจจะรู้จักเขาในฐานะนักไวโอลินชื่อก้องโลกเช่นกัน
นพ.อุดม เพชรสังหาร ผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาอัจฉริยภาพเด็กและเยาวชน สถาบันครอบครัวรักลูก ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาสมองเด็ก บอกว่า ดนตรีเป็นสิ่งสร้างความเป็นอัจฉริยะให้ไอน์สไตน์ คุณหมอจึงพยายามนำดนตรีเข้ามาช่วยในเรื่องการพัฒนาสมองเด็ก
เพราะเสียงดนตรีทำให้ใยประสาทพัฒนาแตกกิ่งก้านสาขา เซลล์สมองจะพัฒนาเร็วขึ้นหรือช้าลงขึ้นอยู่กับการกระตุ้นของสิ่งแวดล้อม การเติบโตและการแตกกิ่งก้านสาขาของเส้นใยประสาทของเซลล์สมองขึ้นอยู่กับเสียงกระตุ้น
ด้าน ดร.สุกรี เจริญสุข คณบดีมหาวิทยาลัยดุริ ยางคศิลป์ ย้ำให้เห็นว่าดน ตรีสามารถสร้างคนให้เป็นนักปราชญ์ได้ ด้วยคำกล่าวที่ว่า นักปราชญ์เป็นผู้รอบรู้ สามารถแก้ปัญหา ได้ เพราะมีเส้นใยเซลล์สมองแตกกิ่งก้านสาขามาก ดนตรีจึงเป็นปัจจัยสร้างนักปราชญ์
ผู้หญิงที่กำลังตั้งครรภ์มักจะได้รับคำแนะนำจากคุณหมอว่าให้ฟังเพลง โดยเฉพาะเพลงคลาสสิก เพราะจะช่วยพัฒนาด้านสมองของเด็ก
นพ.อุดม บอกว่า หูมนุษย์เริ่มทำงานได้ตั้งแต่แม่ตั้งท้องได้ 7 เดือน สัมผัสผัสสะที่เข้าไปกระตุ้นการทำงานของประสาททุกชนิด จะทำให้ประสาททำงานเข้มแข็งขึ้น อย่างการมองเห็น ถ้าไม่กระตุ้นด้วยภาพ ด้วยแสงก็มองไม่เห็น
ส่วนหูถ้าได้รับการกระตุ้นเซลล์ในสมองก็จะแตกกิ่งมาเชื่อมกันเป็นวงจร วงจรนี้ถ้าต่อเชื่อมกันสมบูรณ์มันก็ทำงานได้ดี แล้วยิ่งเชื่อมกันต่อเนื่องละเอียดมากขึ้นเท่าไหร่ ประสิทธิภาพการได้ยินการฟังของเราก็จะเพิ่มมากขึ้น แต่ถ้าเริ่มฟังหลัง 7 เดือนก็ยังสามารถพัฒนาได้อยู่ แต่จะช้ากว่าการเริ่มต้นที่ 7 เดือน
ซึ่งก็สอดคล้องกับคำแนะนำของ ดร.สุกรี ที่แนะให้คุณแม่เปิดเพลงให้ลูกฟังตั้งแต่อยู่ในท้อง ซึ่ง ดร.สุกรี ตั้งข้อสังเกตว่า ทำไมเด็กพูดได้ทั้งๆ ที่ยังอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ แต่เด็กเขาเรียนรู้มาจากการฟัง
“ดนตรีช่วยพัฒนาสมอง ทำให้คนเราฉลาดขึ้นได้ เพราะเสียงดนตรีทำให้ใยประสาทพัฒนา แตกกิ่งก้านสาขา เซลล์สมองจะพัฒนาเร็วขึ้น”
เสียงดนตรีจะมีความพิเศษกว่าเสียงอื่น ๆ เพราะเสียงดนตรีจะมีระดับความถี่ที่แตกต่างกัน ทำให้มีความหลากหลายของคลื่นเสียง และความถี่ที่หลากหลายนี่เองก็สอดคล้องกับทฤษฎีด้านการพัฒนาการของสมองที่ว่า สมองจะทำงานได้ดี เมื่อถูกกระตุ้นในจังหวะแรก ๆ ของชีวิต ถ้าต้องการกระตุ้นการฟังให้ได้เสียงที่ครบทุกย่านความถี่ ก็ต้องกระตุ้นด้วยความถี่ที่หลากหลาย
และว่ากันว่าดนตรีมีส่วนช่วยพัฒนาสมองซึ่งส่งผลถึงความสามารถของมนุษย์ในด้านมิติสัมพันธ์ ส่งเสริมจินตนาการ และด้านพัฒนาการ
มิติสัมพันธ์ เป็นการมองเห็นความสัมพันธ์ของสิ่งต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกัน สามารถดึงมิติทางประสาทสัมผัสของมนุษย์ ทั้งตา หู จมูก ลิ้น ผิวสัมผัส ความรู้สึก มาเชื่อมโยงกัน แล้วสามารถถ่ายทอดสิ่งนั้นออกมาเป็นรูปภาพ เป็นแผนผัง เป็นคำอธิบายหรือในรูปลักษณ์อื่น ๆ ให้ผู้อื่นรับทราบได้อย่างชัดเจน ซึ่งหากเด็กสามารถเชื่อมโยงความเป็นมาเป็นไปได้ ก็จะสามารถปรับตัวเองได้ดีขึ้น
อธิบายลักษณะนี้เป็นนามธรรมอาจจะไม่ค่อยเข้าใจนัก นพ. อุดม เพชรสังหาร ผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาอัจฉริยภาพเด็กและเยาวชน สถาบันรักครอบครัวรักลูก ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาสมองเด็ก ได้อธิบายให้เข้าใจอย่างง่าย ๆ ก็คือ
ถ้าเราจะทำอะไรสักอย่างในครั้งแรกเราอาจจะผิดพลาดได้ แต่เมื่อทำครั้งต่อไปความสามารถด้านมิติสัมพันธ์จะทำให้กะเก็งได้อย่างถูกต้อง เช่น เวลาเราขับรถก็ต้องใช้มิติสัมพันธ์เพื่อกะระยะ ทั้งเบรก เร่งเครื่อง เวลาขับรถกลับบ้านเราจำทางได้ ก็คือมิติสัมพันธ์เช่นกัน
“มิติสัมพันธ์จึงเป็นเรื่องสำคัญที่สุดสำหรับการเข้าใจธรรมชาติ พอเราเข้าใจธรรมชาติก็จะก่อให้เกิดความคิดใหม่ ๆ ความรู้ใหม่ ๆ รวมไปถึงจินตนาการซึ่งจำเป็นต่อชีวิตมนุษย์ และจำเป็นต่อโลกอนาคตมาก”
หรือเวลาที่เราฟังเพลง บางครั้งมีความสุข บางครั้งเศร้า บางครั้งอยากจะขยับตัวเต้น นั่นคืออิทธิพลของดนตรีที่มีผลต่อจิตใจ มีผลต่อสมองที่จะกำหนดอารมณ์และปฏิกิริยา ซึ่งถือเป็นการพัฒนาด้านพัฒนาการของมนุษย์ ทักษะเรื่องการอ่านโน้ต การแต่งเพลง การเรียบเรียงเสียงประสาน การฝึกจังหวะ การร้องเพลง เหล่านี้ล้วนเป็นผลพัฒนาด้านพัฒนาการทั้งสิ้น
คุณหมออุดม ยังบอกอีกว่า ดนตรียังมีส่วนทำให้เด็กเก่งด้านคณิตศาสตร์ด้วย เพราะคณิตศาสตร์ถือเป็นแง่หนึ่งของมิติสัมพันธ์ การฝึกร้อง การเคาะจังหวะก็เป็นมิติหนึ่งของคณิตศาสตร์แต่เป็นมิติด้านเวลา การเคาะจังหวะตัวโน้ตแต่ละตัวจะเป็นสัดส่วนซึ่งกันและกัน บางทีเคาะจังหวะช้า บางทีเร็ว เมื่อเด็กเคาะจังหวะเด็กจะเห็นเศษส่วนซึ่งเป็นมิติของระยะเวลา
นอกจากดนตรีจะช่วยให้ฉลาดขึ้นแล้ว ยังมีผลการทดลองการนำดนตรีมาช่วยแก้ไขข้อบกพร่องทางร่างกายและจิตใจได้ด้วย โดยในปลายปี ค.ศ. 1950 ดร.อัลเฟรด โทมาติส ศัลยแพทย์ด้าน คอ หู จมูก ได้ทำการศึกษาถึงอิทธิพลของดนตรีที่มีต่อมนุษย์ ทำให้พบว่า ดนตรีช่วยสร้างจินตนาการและภาพในใจ กระตุ้นให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ลดอาการซึมเศร้า และวิตกกังวล
ดนตรียังช่วยในการรักษาโรคสมาธิสั้น เด็กที่ผิดปกติในการพูด โรคออทิสติก และเด็กที่มีภาวะเสียในการอ่านรู้ความ (dyslexia) และวิธีการรักษานี้ได้ถูกนำไปใช้ในศูนย์บำบัดกว่า 250 แห่งทั่วโลก
และในวันที่ 10-11 พ.ค.นี้ ดร.ฟรานซิส เราส์เชอร์ และ ดร.ฌอน ฮินตัน ผู้ค้นพบว่าดนตรีเพิ่มความสามารถด้านมิติสัมพันธ์ของมนุษย์ หรือที่เรียกว่า Mozart Effect จะเดินทางมาบรรยาย เรื่อง “Mozart Music and Intelligence” หรือ “ดนตรี สมอง ความ ฉลาด” ในประเทศไทย ที่โรงแรมอิมพีเรียล ควีนส์ปาร์ค
เพื่อให้ผู้ที่สนใจในทุกสาขาที่เกี่ยวข้อง สามารถนำข้อมูลไปพัฒนาความฉลาดและการเรียนรู้ของเด็กไทยให้ก้าวไกลยิ่งขึ้น.
4/11/2006
เวลาที่เราได้รับรู้มาว่า…ใครคนนึงไม่สบายใจ
ความรู้สึกที่มันเกิดขึ้นมามีเพียงสิ่งเดียวเท่านั้น
“เป็นห่วง” ซึ่งมันจะเกิดขึ้นโดยที่เราไม่รู้ตัวเลย
อยู่ๆมันก็วิ่งขึ้นมา ณ วินาทีที่เราได้รู้ว่า จิตใจเค้าได้รับการกระทบ
กระเทือน
อยากทำอะไรก็ได้ แค่ให้เค้ารู้สึกดี
อยากทำอะไรก็ได้ แค่ให้รู้ว่าเค้ายิ้มแล้ว
อยากทำอะไรก็ได้ ที่จะสามารถแบ่งเบาส่วนนั้นออกมาได้บ้าง
อะไรก็ตามที่เพื่อนคนนี้ จะสามารถทำเพื่อเธอได้
รับรองเลยว่าจะไม่ลังเลที่จะทำ จะปฏิบัติ
- - -
ฉันยินดีจะรับฟัง เพราะอย่างน้อยการที่เธอได้ระบายให้ฉันฟัง
ฉันก็ภูมิใจที่ได้เป็นผู้รับรู้ปัญหา แต่ไม่รู้หรอกว่าจะช่วยอะไรได้มั้ย
อาจไม่มีคำปรึกษา อาจไม่มีความช่วยเหลือ
แต่สิ่งที่มีให้คือกำลังใจ และรอยยิ้ม
เพราะฉันจะเป็นที่ว่างให้เธอได้นั่งลงพักผ่อน
ก่อนที่เธอจะไปสู้กับปัญหานั้นอีกครั้ง ด้วยกำลังใจที่เข้มแข็ง
จะกุมมือเธอไว้เสมอ
...คุณเคยรู้สึกอย่างนี้ กับใครบ้างไหม ??
บางส่วนของหัวใจ
บางครั้งผมก็รู้สึกไปเองนะว่าเราสองคนดูจะห่างเหินกันเหลือเกิน อืม!! ถ้ามันถึงช่วงเวลานี้แล้วผมก็ควรจะชินกับมันได้แล้วนะ มันไม่ใช่ครั้งแรกที่ผมรู้สึกอย่างนี้ มันเกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า จนผมแทบจะไม่รู้สึกคิดกังวนอะไรแล้ว ตอนนี้ก็คงเหลือแต่ความเหงาเท่านั้น ผมคิดว่าถึงจุดนี้แล้วผมมีความสุขที่ได้รักมากกว่า อย่างน้อยผมก็มีแต่ความรู้สึกดี ๆ ให้เค้า ผมว่ามันเป็นแบบนี้ก็ดีเหมือนกันนะ แต่ก็ไม่รู้อีกนานเท่าไรเหมือนกันที่ผมจะทนได้ ความสัมพันธ์ระหว่างผมกับเค้ามันดูเหมือนจะไม่คืบหน้าไปไหนเลย ทุกอย่างมันเหมือนเดิมผมก็ยังไม่รู้เหมือนเดิมว่าเค้าคิดยังไงกับผม แต่สำหรับผมแล้วผมมีแค่เค้าเท่านั้น………
ผมไม่คิดจะมีใครอีกแล้ว ผมได้แต่บอกคนอื่นที่เข้ามาว่าผมมีเหตุผลที่ทำให้ผมรักใครไม่ได้อีกแล้ว ผมว่ามันเป็นข้ออ้างที่ดีนะ ผมไม่กล้าบอกคนอื่นว่าผมมีแฟนแล้ว เพราะผมยังไม่แน่ใจว่าเค้าจะคิดเหมือนผมไหม แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ไม่คิดมีคนอื่นไม่คิดที่จะนอกใจ ผมยังเชื่อเหมือนกับที่ผมเคยเชื่อว่า
“หากมั่นคงต่อความรัก รักเดียวใจเดียว ก็ต้องมีซักวันหนึ่งที่ผมจะได้รักแท้ ได้ความรักที่จริงใจคืนมา" ………..
ผมบอกเค้าเสมอว่าสิ่งที่ผมต้องการจากเค้าไม่ใช่ร่างกาย แต่เป็นหัวใจของเค้า แต่มันดูเหมือนจะยากเหลือเกิน หลาย ๆ สิ่ง หลาย ๆ อย่าง ทำให้ผมไม่มั่นใจในข้อนี้ ผมจะทำยังไงให้เค้าเชื่อมั่นในตัวผม ทำยังไงให้เค้าไว้ใจผม ทำยังไงให้เค้ามั่นใจได้ว่าผมจะไม่ทำให้เค้าเสียใจอีก ผมไม่อาจตอบได้ บางทีเวลาอาจจะบอกคำตอบนี้ได้ ผมก็ได้แต่ปล่อยเวลาให้มันผ่านเลยไป ไม่รู้อีกนานเท่าไรเหมือนกันผมจะได้คำตอบนี้ “ความพยายามอยู่ที่ไหนความสำเร็จอยู่ที่นั้น” เหมือนกับที่หลาย ๆ คนเค้าเชื่อ แต่ในแง่ตรงกันข้าม ยิ่งพยายามผมก็ว่ามันยิ่งเหนื่อยนะ ยิ่งเหนื่อยก็ยิ่งท้อ กว่าจะสำเร็จได้ก็เล่นเอาแทบตายเหมือนกัน ผมอาจจะเป็นคนเทยอทยานสูงไปหน่อย ริอาจไปรักคนที่เค้าปิดใจ บางทีผมอาจจะทำอะไรเกินตัวอยู่ก็ได้……….
คนเราไม่สามารถที่จะหยุดนิ่งกับที่ได้ คนตายเท่านั้นที่จะหยุด ทุกวันทุกย่างก้าวของชีวิตที่ผ่านเลยไป มันช่วยสอนอะไรเราหลายอย่าง สอนให้เราอดทน สอนให้เราพยายาม สอนให้เราเติบโตเรียนรู้ว่าชีวิตมันไม่ได้ไร้รสชาติ สอนให้เรารู้จักก้าวต่อไปในแต่ละก้าว ก้าวต่อไปอย่างมีคุณค่า ให้เราได้รู้ค่าของตัวเราเอง เป็นแรงผลักดันในการดำรงชีวิต ให้ต่อสู้กับอุปสรรคที่ผ่านเข้ามาเพื่อหวังว่าวันข้างหน้าจะเป็นวันที่ดีกว่านี้………
ขณะนี้เวลานี้ผมได้ก้าวมาถึงจุดหนึ่งที่จะมีผลต่อชีวิตของผมทั้งหมดแล้ว การตัดสินใจครั้งยิ่งใหญ่ การตัดสินใจที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตของผมไปทั้งชีวิตได้ การคัดเลือกหาใครสักคนที่จะเป็นคู่ชีวิต คนที่ผมจะคอยดูแลไปตลอดชีวิต คอยรักคอยเอาใจใส่ไปตลอดชีวิต คนที่จะเป็นแม่ของลูกผม เวลาผมเหลือน้อยแล้ว ใกล้จะถึงเวลาที่ผมจะต้องรีบตัดสินใจซะที...……
ณ ตอนนี้สิ่งที่ผมต้องการมันเป็นสิ่งที่ผมคิดว่าท้าทายที่สุด จะทำยังไงนะผมถึงจะเปิดหัวใจของเค้าออกได้นะ หรือถึงแม้ว่าอาจจะเปิดออกได้ แล้วจะทำยังไงถึงจะได้ครอบครองหัวใจของเค้าที่อยู่ในนั้น มันคงยากนะ...... แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้นิ ผมยังเฝ้ารอเวลาที่ผมจะมีโอกาส โอกาสที่จะพิสูจน์ตัวเองให้เค้าเห็น บางที.....ผมอยากจะบอกเค้าเหลือเกินว่าผมคิดถึงและเป็นห่วงเค้าเหลือเกิน ไม่มีเวลาไหนเลยที่ผมไม่คิดถึงเค้า ทำไมนะเวลาผมจะมองไปทางไหนผมถึงเห็นแต่หน้าเค้านะ ทรมานเหลือเกิน ทรมานกับสิ่งที่ไม่เป็นจริง ผมไม่อาจปิดกลั้นหัวใจตัวเองได้อีกแล้ว แต่ทุกครั้งที่ผมมีโอกาสได้พูดคุยพบเจอ ก็ไม่เคยมีซักครั้งที่ผมจะกล้าพูดกล้าบอกความในใจเหล่านี้ให้เค้าฟังเลยซักครั้ง แล้วเค้าจะรู้ไหมนะ ว่าผมนะเป็นห่วงเค้าแค่ไหน จะรู้ไหมนะว่าผมรักเค้า รักเค้ามาก รักจนผมยอมได้ทุกอย่างให้ได้ทุกอย่างเพื่อเค้า แค่นั้นจริง ๆ……….
ผมมีความสุขที่ได้เฝ้ามองเค้าใกล้ ๆ ไม่มีคำพูดใด ๆ จะอธิบายได้ ได้แอบมองอยู่ห่าง ๆ เก็บความรู้สึกที่มีไว้ในใจ แค่เห็นเค้ามีความสุขผมก็มีความสุขไปด้วย ผมเฝ้าแอบมองรอยยิ้มของเค้า มันช่างดูมีเสน่ห์เหลือเกิน อยากเก็บรอยยิ้มแบบนี้ไว้นาน ๆ เท่าที่จะทำได้ แม้เวลาจะไม่กี่นาที ไม่กี่วินาที มันก็ทำให้ผมมีความสุขเหลือเกิน บางครั้งผมก็หวั่น ๆ นะ ว่ารอยยิ้มของเค้าอาจจะไปสะกดใจของคนอื่นนอกจากผมด้วยเช่นกัน ได้แต่หวั่น ๆ นะ ทำอะไรไม่ได้ ผมไม่ได้บังคับเค้า ผมบังคับเค้าไม่ได้ ให้เค้าเลือกเองเพราะมันเป็นสิทธิของเค้า เค้ามีสิทธิที่จะเลือกทางเดินชีวิตของตัวเอง ไม่ใช่ผม……….
บางครั้งก็อยากจะขอโทษในเรื่องอะไรหลาย ๆ อย่าง ที่อาจทำให้เค้ารำคาญ ผมรู้ว่าเค้าก็เหนื่อยกับตัวเองอยู่แล้ว ผมเข้าใจดี แต่บางทีผมก็อดห่วงไม่ได้เลย ผมไม่อาจทำเป็นไม่รู้เรื่องไม่รับรู้และอยู่เฉย ๆ ได้ อยากให้เค้ารู้ว่าผมหวังดีต่อเค้านะ ผมก็ไม่อยากจะรบกวนเค้าเท่าไร แต่ในบางครั้งผมทนความรู้สึกตัวเองไม่ได้ ก็หวังว่าเค้าคงจะเข้าใจในเหตุผลในตัวผม ที่มันดูจะไม่มีน้ำหนักเลยก็ตาม มีเค้าเพียงคนเดียวที่ส่งผลถึงอารมณ์และจิตใจผมโดยตรง เค้าเครียดผมก็เครียด เค้าเหงาผมก็เหงา เค้าเศร้าผมก็เศร้า เราสองคนไม่ต่างกัน ทุกนาทีของผมส่วนหนึ่งคิดถึงเค้า อีกส่วนหนึ่งคิดถึงตัวเองและคนรอบข้าง…….
จะไม่เรียกร้องอะไร ต่อไปนี้ ผมคนนี้จะมีแต่คำว่า “ไม่เป็นไร” ให้เค้า จะไม่ชวนทะเลาะ จะไม่กวนใจ จะเก็บเอาแต้สิ่งดี ๆ ไว้ เพื่อรักษาในยืนนาน จะไม่ทอดทิ้งเค้า จะไม่ปล่อยให้เค้าเดียวดาย จะคอยถนุถนอมสิ่งที่เค้าให้มานี้ให้ดีที่สุด “ไม่ใช่คนแรกที่อยู่กับเธอ แต่ขอเป็นคนสุดท้ายที่เคียงข้างเธอ” แค่นี้ผมก็คิดว่ามันดีที่สุดแล้ว ทำไมนะการจะหาใครซักคนมาเคียงคู่คอยดูแลด้วยมันถึงยากอย่างงี้นะ ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ เลยซักนิด ผิดพลาดแม้น้อยนิดก็อาจทำให้เกิดผลเสียที่มากมาย การวางแผนอนาคตไม่มีความหมายเลย หากต้องมาขาดครึ่ง ๆ กลาง ๆ ลง แล้วมาเริ่มนับหนึ่งใหม่ เหนื่อยเต็มที……...
ถึงจุดนี้แล้วผมคงไม่ก้าวเดินต่อ ผมเหนื่อยเต็มทีแล้ว ผมก็ได้แต่ระบายความรู้สึกเหล่านี้ออกมาเป็นตัวหนังสือเท่านั้น ชีวิตยังคงต้องก้าวต่อไป ผมจะต้องเตรียมตัวให้พร้อม พร้อมครบถ้วนในทุกด้านเพื่อหวังว่าซักวันหนึ่ง ผมคงจะได้ดูแลเค้า ตอนนี้ผมก็ได้แต่คอยบอกเค้าให้ดูแลตัวเองเท่านั้น ใกล้กันแค่นี้นะ ผมยังดูแลเค้าไม่ได้เลย แค่ลมปากที่ทำได้ ไม่มีค่าอะไรอย่างน้อยก็คอยเป็นเพื่อนยามเหงาก็พอ เค้าจะรู้รึป่าวนะ..... จะคิดเหมือนผมรึป่าว...... ไม่อาจจะคาดเดาได้เลย…… ..
แต่ถึงยังไงผมก็ยังจะเป็นคนเดิม เป็นคนเดิมที่มีแต่รักและความห่วงใยที่จะให้ แม้ว่าในสายตาเธอผมจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรก็ตามที จะเป็นคนนี้ที่ให้ทุกอย่างเท่าที่ตัวผมจะทำได้ ให้แม้แต่ชีวิต หากมันแลกกันได้ก็คงจะดีอะนะ อย่างน้อยก็ยกให้เค้าไปครึ่งหนึ่งแล้ว ผมขาดเค้าไม่ได้ ผมไม่เคยกลับมานั่งเสียใจทีหลังกับสิ่งที่ได้ตัดสินใจลงไปแล้ว มีแต่จะก้าวเดินต่อไป ทำทุกอย่างให้ดีที่สุด เก็บความเจ็บปวดให้เป็นแรงผลักดัน ผลักดันให้ก้าวเดินต่อไปอย่างไม่ย่อท้อ เพื่อวันที่ดี คงมีซักวันแหละนะที่เค้าจะเปิดใจอีกครั้ง ซักวัน...……
การรอคอยที่ยามนานได้เริ่มต้นขึ้นอีกครั้งหนึ่งแล้ว ผมรอมาทั้งชีวิตแล้วนี่นา จะรออีกจะเป็นไรไป รอการเปิดออกของประตูหัวใจที่โดนผิดผนึก รอหัวใจข้างในที่รอวันฟื้นคืนกลับมา กลับมา กลับมาสู่โลกความจริง และพร้อมที่จะรับเรื่องใหม่ ๆ สิ่งใหม่ ๆ
อีกนานเท่าไรนะ............
ถึงจะถึงวันนั้นซะที........... ^-^
Thank. sayberpot ที่นำเรื่องดีๆมาให้พวกเราอ่านกัน